น๊านนานนานมาแล้วที่ไม่ได้เขียนบลอค เกือบ 2 ปีได้ นับตั้งแต่ทำงานมา ก็ไม่ค่อยว่างเลย พอดีมีเพื่อนขุดบลอคถูกใจมาแชร์ใน Facebook เลยเป็นโอกาสอันดีที่จะย้อนกลับมารังเก่าที่ exteen อีกครั้ง และไหนๆเราก็มาเพราะ Facebook แล้ว อย่ากระนั้นเลย มาพูดถึง Facebook ซะหน่อยดีกว่า ^^

Social Network ที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นครั้งแรก คงต้องยกให้ท่านฮิฮ้า หรือ Hi5 แม้ว่าความจริงแล้ว Hi5 ไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ในประเทศต้นกำเนิดอย่างอเมริกา แต่ไม่รู้ทำไงมันถึงมาบูมในเมืองไทยซะงั้น ตอนนั้นใครไม่มีนี่อย่างเชยมากกกกกกก แต่ส่วนตัวเราไม่นิยมแฮะ เฉยๆมาก เพราะตอนนั้นบ้าบลอค หรือ ไดอารี่ออนไลน์มากกว่า (แบบที่เขียนอยู่นี่ไง!)

หลักการของเวบประเภท Social Network มันก็ตรงๆตัวน่ะนะ คือ สร้างเครือข่ายของตัวเอง เริ่มจากตัวเรา ไปหาเพื่อนๆของเรา แล้วเพื่อนก็จะมีสังคมของเค้า เป็นเพื่อนของเพื่อนต่อๆไปอีกทวีคูณ บางคนคงรู้สึกว่า..แล้วไงล่ะ มันดียังไง? นั่นเคยเป็นคำถามแบบเดียวกับที่เราคิดเมื่อก่อน ถ้าให้สรุปง่าย คงต้องบอกว่า เหมือนวิชาสังคมไง "มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" เออ มันเห็นจริงจาก Social Network นี่แหละ

เคยสังเกตมั๊ย ว่าเวลาคนเวลาอายุมากขึ้น แต่กลับจะมีเพื่อนน้อยลง เราคิดว่านั่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนโหยหาและพยายามเข้าถึงผู้อื่น เราอาจจะมีแกงค์กลุ่มเพื่อนมากมายสมัยเด็กๆ แต่จะมีซักกี่คนล่ะ ที่เราติดต่อคบหากันอยู่จนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่า..เวลาที่ผ่านไป เรารู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา แต่บางทีเราก็คบหาเพียงแต่ผิวเผินเท่านั้น ความจริงที่เจ็บปวดที่เราต้องยอมรับ คือ...คนเราจะคบกันเมื่อมีผลประโยชน์ร่วมกัน พอจบแล้วก็แล้วกันไป แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ความรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆว่าชั้นรู้จักคนนั้นนะ ชั้นรู้จักคนนี้นะ มันก็ยังคงมีอยู่ บางทีแค่คุย 2 คำ ก็นับเป็นเพื่อนได้อย่างง่ายดาย เพราะสังคมดันตัดสินว่า..การที่คุณรู้จักคนเยอะ มีเพื่อนมากมาย นั่นคือ คุณเจ๋ง คุณเยี่ยมยอด และเหนือกว่าคนอื่นๆ

และเจ้า Social Network ก็จับจุดนี้ได้ตรงประเด็นเลยทีเดียว ด้วยการ "Add Friend" หน้าเพจที่โชว์อยู่ว่าคุณมีเพื่อนเป็นร้อยเป็นพัน มันทำให้คุณดูดีในสายตาคนรอบข้าง เรียกว่า พอจะยืดได้แหละนะ ว่าชั้นรู้จักคนเยอะนะเอ้า

นอกจากบารมีที่เพิ่มพูนขึ้นตามจำนวนเพื่อนแล้ว มันยังใช้แสดงศักดาของตัวคุณเองอีกด้วย Hi5 เป็นตัวอย่างที่ดีมากของ Profile Web คุณสามารถ upload รูปภาพ และตกแต่งหน้าเพจให้สวยงามตามสไตล์ของตัวเอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นแบบไหน พร้อมทั้งเปิด Guestbook ต้อนรับเพื่อนมาเยี่ยมเยียน มา "เม้น" หรือ comment กันให้หนุกหนาน ชั้นเม้นเธอ เธอเม้นฉัน เม้นกันไปเม้นกันมาทั้งวัน ไม่ได้ทำมาหากินอะไร =_=

หลังจาก Hi 5 ได้เปิดโลกทัศน์วัยรุ่นยุคใหม่ ใครๆต้องมี คนเยอะขึ้น ก็เริ่มมีมิจฉาชีพมากขึ้น มีกระทั่งการเปิดโปรไฟล์ ไปเอารูปใครไม่รู้ว่ามั่วว่าเป็นตัวเอง จีบกันทางฮิฮ้า พอมาเจอตัวจริงกลับโอละพ่อ สังคมเริ่มมองว่า Hi5 เป็นแหล่งซ่องสุมเข้าไปทุกที ก็ถึงกาลสิ้นยุคแห่ง Hi5 แล้วมียักษ์ใหญ่ผงาดขึ้นมาแทน นั่น คือ Facebook

จริงๆแล้ว Facebook นับเป็นรุ่นใหญ่เก๋าเกมกว่า Hi5 เยอะ เพราะเป็นต้นกำเนิด Social Network กันเลยทีเดียว เริ่มบูมในเมืองไทย คาดว่ามาจากกลุ่มคนทำงานเป็นหลัก เพราะคนต่างชาติมักนิยม Facebook มากกว่า Hi5 มาก และสิ่งที่ทำให้คุณต้องติดกับดักของ Social Network คือ เมื่อเพื่อนคุณเล่น คุณก็ต้องตามมาเล่นด้วย เมื่อมีเพื่อนเป็นฝรั่งเล่น เราก็ต้องตามเฮโลกันมาด้วย

คาดว่า แรงจูงใจแรกๆที่คนไทยหันมาเล่น Facebook นั่นคือ เกมของ Facebook สนุกกว่า เริ่มจากการเลี้ยงสัตว์ "Pet Society" ย้อนไปสมัยมีทามาก๊อตจิ แบบเดียวกันเล้ยยย นึกไงมาเล่นกันตอนแก่เนี่ย และที่สุดๆ ก็เริ่มมีวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า "วัฒนธรรมการปลูกผัก" ปลูกผักกันทั้งออฟฟิศ มาถึงที่ทำงานต้องปลูกผักก่อน ไม่งั้นมันมือสั่น จิตใจไม่สงบ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Facebook คือ Share Content คุณสามารถแชร์ทุกอย่างให้เพื่อนคุณดู ตั้งแต่รูปภาพ ลิงค์ กิจกรรมที่ตัวเองทำ ความชอบความสนใจ ความรู้สึกมันเหมือนอยากจะแชร์ แต่ไม่อยากให้มันดูน่าเกลียด จะส่งเมล์ไปมันก็ดูบีบบังคับจิตใจกันเกินไป อย่ากระนั้นเลย เอามาแปะบนบอร์ดกลางที่สาธารณะดีกว่า แล้วนั่งภาวนาอยู่เงียบๆว่า ช่วยมาดูเถอะทูนหัว ฉันอยากรู้ว่าเธอคิดยังไงบ้าง จะว่าไปก็เป็นการเรียกร้องความสนใจรูปแบบนึงอยู่เหมือนกัน ถ้า Content นั้นโดนใจเพื่อนฝูง มีคนเข้ามาดู เข้ามาดม เข้ามาเดา (ไม่ใช่ Mr.Fusion!!!!) กันอย่างล้นหลาม เราก็เปรียบประดุจดั่งศาสดาแห่งโลก มีผู้คนนับหน้าถือตา อูรา อูรา... และเราก็ต้องขวนขวายหา Content ใหม่ๆ มาแปะต่อไป

การเปิดโอกาสให้ share ข้อมูล นั่นคือ คุณกำลังทำรายการทีวีอยู่ และป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้ได้ อยากจะเขียน อยากจะบอก อยากจะกำหนดทิศทางของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวก็เป็นไปโดยง่าย ตัวอย่างง่ายๆที่ตอนนี้คนฮิตเล่นกันเหลือเกิน คือ ตั้งกลุ่ม "มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านจะ...." ใครเห็นด้วยก็มา Like ถูกใจกันปาย คนนึงถูกใจ เพื่อนๆก็เห็น เพื่อนก็มาถูกใจด้วย และเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ต่อๆไปไม่มีที่สิ้นสุด

ในระหว่างยุครุ่งโรจน์แห่ง Facebook ก็ยังมีนกน้อยตัวเล็ก แต่แรงผลักดันมหาศาลแบบก้าวกระโดดของ Twitter ที่แอบมาจิกๆกัดๆอยู่ข้างๆ ความเรียบง่าย แค่คุณเขียนข้อความสั้นๆ เพื่อตอบว่า "What are you doing?" กลับทำให้คนจำนวนหนึ่งติดกันงอมแงม กลายเป็นโรคจิต อัพเดตทุก 10 นาทีว่าชั้นทำอะไรอยู่ที่ไหน อย่างไร ขนาดเข้าส้วมยังต้องประกาศเลยมั้ง คำถามคำถามเดียวนี้ยิ่งใหญ่ขนาดเจ้าพ่อ Facebook ยังต้องสยบ และเพิ่มฟีเจอร์อันนี้บ้าง

ณ เวลานี้ เกิดอาการโรคจิตลุกลามไปในหมู่คนโดยรอบ อย่างน้อยในหมู่เพื่อนๆ ก็เกิดอาการ ไปไหนมาไหนแล้วชั้นต้องถ่ายรูปอัพลง Facebook จะกินข้าว..อ๊ะ เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งกิน ถ่ายรูปก่อน พอกินเสร็จ ถ่ายรูปอีกรอบเป็นหลักฐาน กว่าจะได้กิน เวลาผ่านไป 10 กว่านาที ไอ่พวกที่หิวๆนี่แทบจะหน้ามืดล้มโต๊ะกันเลยทีเดียว 

พูดถึงแล้ว Social Network เป็นที่สุดของอำนาจ เพราะ ผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตอนนี้ คือ "You" ตัวคุณนั่นแหละที่จะเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย เหมือนคุณมีสื่ออยู่ในมือ อยากจะพูดอะไรก็ได้ อยากจะชักนำความคิดมวลชนยังไงก็ได้ ก็ได้แต่หวังว่า เครื่องมือนี้ มันจะชักนำให้มันอยู่ในร่องในรอย ไม่นำพาให้เสียหายร้ายแรง แต่อย่างว่า เป็นสื่อที่มีความเสี่ยงมาก และมองไม่เห็นทางควบคุมได้

จบบลอคในวันนี้ ไม่ค่อยขำเท่าไหร่ เพราะรู้สึกยังฝืดๆอยู่ ไม่ได้เขียนนานแล้วนะ ไว้แก้ตัวใหม่คราวหน้าละกันนะ ^^

บลอคนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้มีเจตนาพาดพิงถึงบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นพิเศษ กรุณาอย่าร้อนตัว อิอิๆ

Comment

Comment:

Tweet

ชอบมากค่ะ เขียนได้โดนใจจริงๆเลยbig smile

#3 By Kal (110.49.147.232) on 2010-07-20 16:35

^w^

ตัวอักษรเล็กโฮก

#2 By วิหคสีคราม on 2010-05-28 00:52

ที่1!!!

#1 By n6o6n6 (124.120.78.132) on 2010-05-28 00:46